รู้จัก “ชนิดป่าไม้ในประเทศไทย” มรดกธรรมชาติที่ควรอนุรักษ์

Le Zèbre  » Environment »  รู้จัก “ชนิดป่าไม้ในประเทศไทย” มรดกธรรมชาติที่ควรอนุรักษ์
0 Comments
ชนิดป่าไม้ในประเทศไทย

ประเทศไทยบ้านเรานั้นถือว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญอย่างมาก บ้านเรามีป่าไม้ที่สมบูรณ์ มีหน่วยงานที่เข้ามาดูแลและอนุรัก์เรื่งอของป่าไม้ให้คงอยู่อย่างกรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อให้ทรัพยากรป่าไม้นั้นอยู่คู่กับประเทศของเรา สร้างอากาศที่ดี เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่หล่อเลี่ยงชุมชนต่างๆ ในประเทศได้ วันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับชริดของป่าในประเทศไทยกันเลยดีกว่า ป่าไม้ในประเทศไทยแบ่งเป็น 2 ประเภทหลักคือ ป่าไม่ผลัดใบ (evergreen forest) และป่าผลัดใบ (deciduous forest) และในแต่ละประเภทยังจำแนกเป็นป่าชนิดต่างๆ ดังนี

1. ป่าไม่ผลัดใบ 

เป็นป่าที่มีเรือนยอดเขียวชอุ่มตลอดปีเนื่องจากต้นไม้ในป่าชนิดนี้เมื่อผลัดใบจะ ไม่ทิ้งใบพร้อมกันทั้งต้น จะมีใบอ่อนแตกใหม่มาแทนที่ใบเก่าเสมอ สามารถจำแนกได้เป็นชนิดใหญ่ๆ 5 ประเภท ดังนี้

  1. ป่าดงดิบเขตร้อน เป็นป่าที่อยู่ในเขตที่มีความชุ่มชื้นสูง ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุม มีปริมาณน้ำฝนตกเฉลี่ยเกินกว่า 1,500 มิลลิเมตรต่อปี ดินมีความชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา ขึ้นอยู่ได้ทั้งใน ที่ราบ และที่เป็นภูเขาสูง มีกระจายอยู่ทั่วไปตั้งแต่ภาคเหนือลงไปจนถึงภาคใต้ ได้แก่ ป่าดงดิบ ป่าดงดิบแล้ง และป่าดงดิบเขา
  2. ป่าไม้สนเขา เป็นป่าไม้ที่มีกลุ่มไม้เนื้ออ่อนจำพวก conifer หรือไม้สนเขาโดยทั่วไป ป่าสนเขาชอบขึ้นอยู่ตามสันเขา ที่มีอากาศหนาวเย็น และดินขาดความอุดมสมบูรณ์ส่วนมากจะอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลในช่วง200–1,800 เมตร มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,000–1,500เมตร ต่อปีสภาพป่ามีลักษณะ เป็นป่าโปร่ง ป่าชนิดนี้จะกระจายอยู่เป็นหย่อมๆ ส่วนมากจะพบในภาคเหนือ
  3. ป่าชายเลนหรือป่าโกงกาง เป็นป่าที่ขึ้นอยู่ในที่ดินเลนริมทะเล ตามบริเวณปากน้ำที่มีน้ำทะเลท่วมถึงและตามเกาะต่างๆ ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน มีลักษณะโครงสร้างของป่าและองค์ประกอบของพรรณไม้ โดยเฉพาะ มีไม้เด่นได้แก่ : โกงกางใบใหญ่ โกงกางใบเล็ก
  4. ป่าพรุหรือป่าบึง เป็นป่าที่ขึ้นอยู่ในบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำ (wetland) มีที่มีสภาพเป็นแอ่งน้ำจืดขังติดต่อมานานหลายๆปี มีการสะสมของชั้นอินทรีย วัตถุหรือดินอินทรีย์ที่หนามากหรือน้อยอยู่เหนือชั้นดินแท้ๆ การสะสมของซากพืชและอินทรียวัตถุที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันในสภาวะที่น้ำท่วมขังที่ได้จากน้ำฝนในแต่ละปี ซึ่งอาจเป็นบริเวณที่ราบลุ่มสองฝั่งแม่น้ำ ตามหนอง บึง
  5. ป่าชายหาด เป็นสังคมพืชที่ขึ้นอยู่ตามชายฝั่งทะเล โดยปกติน้ำทะเลจะท่วมไม่ถึง ส่วนมากจะเป็นเนินทราย (sand dune) บางแห่งจะเป็นดินกรวดปนทรายและโขดหิน หากบริเวณที่ฝั่งทะเลยกตัวสูงขึ้น และห่างฝั่งขึ้นมา หรือมีลักษณะสภาพคล้ายเกาะก็จะมีดินปนอยู่มาก

2. ป่าผลัดใบ

เป็นป่าไม้ที่ผลัดใบตามฤดูกาล ขึ้นอยู่ในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 1,000เมตร (ยกเว้นป่าเต็งรัง-ไม้สน) มีสภาพภูมิอากาศค่อนข้างแห้งแล้งมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยประมาณ 800–1,200 มิลลิเมตรต่อปี แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้

  1. ป่าเบญจพรรณ หรือป่าผสมผลัดใบ เป็นป่าที่ประกอบไปด้วยพันธุ์ไม้หลายชนิด ส่วนมากจะทิ้งใบในฤดูแล้งจนเหลือแต่กิ่งก้าน เนื่องจากในช่วงฤดูแล้งพืชขาดแคลนน้ำ ที่จะใช้ในการคายน้ำ จึงต้องปรับตัวโดยการทิ้งใบเพื่อลดการคายน้ำของต้นไม้มีลักษณะเป็นป่าโปร่งมากหรือน้อยประกอบด้วย ไม้ต้นขนาดใหญ่ขนาดกลางและขนาดเล็กปนกันหลากชนิด ป่าชนิดนี้มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เนื่องจากประกอบไปด้วยไม้มีค่ามากหมายหลายชนิดนั่นเอง
  2. ป่าเต็งรัง ป่าแดง ป่าโคกหรือป่าแพะ พบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่ปรากฏว่ามีป่าชนิดนี้ในภาคใต้และภาคตะวันออกนอกจากหมู่ไม้เหียง ที่พบเห็นอยู่บ้างที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลักษณะของป่าชนิดนี้มีสภาพป่าโปร่งประกอบด้วยต้นไม้ผลัดใบขนาดกลางและขนาดเล็กขึ้นห่างๆ กระจัดกระจายไม่ค่อยแน่นทึบ พื้นป่ามีหญ้าและไผ่แคระจำพวกเพ็ก ไผ่โจด ขึ้นทั่วไป มีลูกไม้ค่อนข้างหนาแน่น ขึ้นอยู่ทั้งในที่ราบและบนภูเขาที่มีความสูง 50–1,300 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล

สรุป

ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความหลากหลายทางธรรมชาติสูงมาก โดยเฉพาะผืนป่าที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ทั้งป่าที่ผลัดใบและไม่ผลัดใบ ซึ่งแต่ละชนิดต่างมีลักษณะเฉพาะตัวและมีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งต้นน้ำ ลมหายใจของสิ่งมีชีวิต หรือที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด

การเข้าใจชนิดของป่าไม้ในประเทศไทยไม่เพียงช่วยให้เราเห็นถึงคุณค่าของธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวแรกของการร่วมอนุรักษ์และดูแลทรัพยากรเหล่านี้ให้อยู่คู่กับประเทศของเราไปอย่างยั่งยืน